Triglyceride/HDL Ratio คืออะไร? ตัวเลขลับบอกภาวะดื้ออินซูลินที่แม่นยำกว่าค่าน้ำตาล (จากประสบการณ์จริง)

Triglyceride/HDL Ratio คืออะไร? ตัวเลขลับบอกภาวะดื้ออินซูลินที่แม่นยำกว่าค่าน้ำตาล (จากประสบการณ์จริง)

คุณเคยเป็นไหมครับ? ภายนอกดูปกติ หุ่นดูไม่อ้วน แต่ทำไม… ตื่นมาแล้วเพลียๆ? หรือแย่กว่านั้น… อยู่ดีๆ ก็ “บ้านหมุน” แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย?

ผมจำได้แม่นเลยครับ วันนั้นผมยืนพัตต์กอล์ฟอยู่บนกรีน จังหวะที่ก้มหน้าลง… โลกทั้งใบก็หมุนติ้ว! วินาทีนั้นผมคิดในใจว่า “เฮ้ย! นี่เราเป็นอะไร? น้ำในหูไม่เท่ากันเหรอ?”

ผมไปหาหมอ กินยาแก้เวียนหัวอยู่เป็นปี ก็แค่ประคองอาการ จนกระทั่งผมได้มารู้จักกับ “ค่าเลือดลับ” ตัวหนึ่ง ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล

มันไม่ใช่ค่าน้ำตาล… ไม่ใช่ค่าความดัน… แต่มันคือ “Triglyceride/HDL Ratio” ครับ

วันนี้ผมจะมาแชร์ความลับนี้ให้ฟัง แบบเพื่อนคุยกับเพื่อน รับรองว่าอ่านจบ คุณจะรีบหยิบผลตรวจสุขภาพปีล่าสุดมากางดูทันที!

วิดีโอสรุป ภาวะดื้ออินซูลิน

ภาพเปรียบเทียบไตรกลีเซอไรด์กับ HDL cholesterol เพื่ออธิบายสูตรคำนวณภาวะดื้ออินซูลิน

Triglyceride/HDL Ratio คืออะไร? (ฉบับเข้าใจง่ายที่สุด)

ถ้าคุณไปเสิร์ช Google ว่า “triglyceride/hdl ratio คือ” คุณอาจจะเจอศัพท์แพทย์ยาวเหยียด แต่ถ้าให้ผมสรุปสั้นๆ ในภาษาชาวบ้าน มันคือ “ดัชนีชี้วัดความเสื่อมของระบบเผาผลาญ” ครับ

ลองจินตนาการตามนะครับ:

  • Triglycerides (ไตรกลีเซอไรด์): คือ “ไขมันสะสม” ที่เหลือจากการกินแป้ง/น้ำตาลเกิน ยิ่งเยอะ ยิ่งแสดงว่าถังเก็บพลังงานคุณล้น
  • HDL (ไขมันดี): คือ “รถเก็บขยะ” ที่คอยกวาดไขมันร้ายๆ ไปทิ้งที่ตับ

เมื่อเอา [ไขมันสะสม] ÷ [รถเก็บขยะ] ตัวเลขที่ได้ จะบอกว่า “ร่างกายคุณกำลังเจอกับภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) อยู่หรือเปล่า?”

และเจ้าภาวะดื้ออินซูลินเนี่ยแหละครับ คือ “ฆาตกรเงียบ” ตัวจริง ที่เป็นต้นตอของสารพัดโรค NCDs ทั้งเบาหวาน, ความดัน, โรคหัวใจ, Stroke, หรือแม้อาการบ้านหมุนที่ผมเคยเป็น!

มาตรวัดแสดงระดับความเสี่ยงภาวะดื้ออินซูลิน ค่า Ratio เกิน 3.0 คือโซนอันตราย

เช็คด่วน! คุณอยู่ใน “โซนอันตราย” หรือเปล่า?

หยิบผลเลือดของคุณขึ้นมาครับ แล้วกดเครื่องคิดเลขตามผม สูตรคือ: เอาค่า Triglycerides ตั้ง หารด้วยค่า HDL

แล้วดูผลลัพธ์เทียบกับเกณฑ์นี้ครับ (อ้างอิงจาก Dr. Ben Bikman ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก):

  • น้อยกว่า 1.5 (โซนปลอดภัย): ยินดีด้วย! ระบบเผาผลาญของคุณยังเจ๋ง ร่างกายไวต่ออินซูลินดีมาก (Insulin Sensitive)
  • ⚠️ 1.5 – 3.0 (โซนเฝ้าระวัง): เริ่มมีสัญญาณเตือนภัย! คุณกำลังเข้าสู่ภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายเริ่มอักเสบ ต้องรีบปรับตัวด่วน
  • มากกว่า 3.0 (โซนอันตราย): “อันตรายครับ!” คุณมีความเสี่ยงสูงมากที่จะป่วยเป็นโรคเรื้อรัง (เหมือนผมในอดีตเป๊ะ!)

ประสบการณ์เฉียดตาย: จาก 3.3 สู่ 1.39

เชื่อไหมครับ? ตอนที่ผมบ้านหมุนหนักๆ จนตีกอล์ฟไม่ได้ ผมลองคำนวณค่านี้ดู…

  • Triglycerides ของผมปาไป 182
  • HDL มีแค่ 55
  • Ratio ออกมาคือ 3.3! (แดงเถือกเลยครับ)

วินาทีนั้นผมรู้เลยว่า สาเหตุไม่ใช่หู… แต่คือ “ระบบเผาผลาญพัง” ผมเลยตัดสินใจ “ปฏิวัติไลฟ์สไตล์” ตัวเองใหม่หมด เลิกกินตามใจปาก หันมาทำ IF ลดแป้ง และโฟกัสที่การกินไขมันดี

ผลลัพธ์เหรอครับ? ภายใน 2 เดือน… อาการบ้านหมุนหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับมาตีกอล์ฟได้ปร๋อ และที่พีคสุดคือผลเลือดรอบใหม่:

  • Triglycerides เหลือ 78
  • HDL เพิ่มเป็น 56
  • Ratio เหลือแค่ 1.39! (กลับมาอยู่โซนปลอดภัยแล้ว!)
ผลเลือด ดื้ออินซูลิน

ผลค่าเลือดใหม่

ผลเลือด ดีชึ้น ไม่ดื้ออินซูลิน

อย่ารอให้ป่วย… เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้

เพื่อนๆ ครับ การตรวจสุขภาพราคาหลักร้อย แต่การรักษาโรค NCDs ราคาหลักล้าน (แถมทรมานด้วย) อย่ามองข้ามตัวเลขเล็กๆ อย่าง Triglyceride/HDL Ratio นี้นะครับ

ถ้าวันนี้คุณคำนวณแล้วค่าเกิน 1.5… อย่าเพิ่งตกใจ ร่างกายเรามหัศจรรย์มากครับ แค่คุณปรับ “ไลฟ์สไตล์” ให้ถูกจุด มันซ่อมแซมตัวเองได้เร็วกว่าที่คุณคิด

และถ้าคุณอยากรู้ว่า… “แล้วไลฟ์สไตล์แบบไหนล่ะ? ที่จะทำให้เรามีสุขภาพดี หุ่นดี หน้าเด็กและมีความมั่งคั่งไปพร้อมๆ กัน?”

ผมไม่ได้แค่มีวิธีแก้ดื้ออินซูลิน แต่ผมมี “พิมพ์เขียว” (Blueprint) ของการใช้ชีวิต ที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็น Lifestyle Blogger ผู้มีอิสรภาพทั้งเวลา, การเงิน และสุขภาพ (แบบที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้)

อยากรู้ว่าผมทำยังไง? คลิกไปดูคำตอบที่หน้าบ้านของผมได้เลยครับ

👉 ทางลัดสู่ชีวิตที่ออกแบบได้: Lifestyle Blogger Blueprint

“สุขภาพดีคือจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง… ค้นพบพิมพ์เขียวที่จะเปลี่ยนการดูแลสุขภาพของคุณ ให้เป็นธุรกิจที่สร้างอิสรภาพได้จริง ที่นี่ครับ”

แล้วคุณจะรู้ว่า… การมีชีวิตที่ดี มันเริ่มต้นง่ายๆ แค่ปลายนิ้วครับ!

ด้วยความปรารถนาดี โปรตึ๊ก (Lifestyle Blogger)

พื้นฐานก้านไม้กอล์ฟ สำหรับชุดเหล็ก

พื้นฐานก้านไม้กอล์ฟ สำหรับชุดเหล็ก

ก้านไม้กอล์ฟเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของไม้กอล์ฟ บางคนบอกว่า “engine of golf club” แต่ก็มีบางคนไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม หาก้านไม้กอล์ฟ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับไดรเวอร์ แฟร์เวย์ หรือในชุดเหล็ก มันสามารถช่วยให้คุณเล่นกอล์ฟได้ดีขึ้น คงเส้นคงเส้นคงวามากขึ้น 

พื้นฐานก้านชุดเหล็ก รวมทั้งในก้านเวดจ์ด้วย ที่นักกอล์ฟควรรู้ไว้บ้าง ลองอ่านกันดูครับ

ก้านเหล็ก (Iron Shafts)

มีอยู่ 4 ประเภทหลัก ๆ สำหรับก้านเหล็ก (รวมถึงก้านของเวดจ์) ที่คุณควรทราบ:

ก้านเหล็กแบบ Taper Tip

ก้านแบบ Taper Tip คือก้านที่มักพบในไม้กอล์ฟที่ขายในร้านกอล์ฟทั่วไป ที่ปลายก้านซึ่งเสียบเข้ากับหัวเหล็ก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจะอยู่ที่ 0.355 นิ้ว และจะขยายออกเป็นประมาณ 0.370 นิ้วเมื่อเสียบสุด นักกอล์ฟใน PGA หลายคนชอบใช้ก้านแบบ Taper Tip เพราะมันเป็นก้านที่มีน้ำหนักคงที่ น้ำหนักก้านสำหรับเหล็กแต่ละเบอร์จะคงที่ ซึ่งมี Flex หลายระดับ เช่น A, R, S, X แต่ Flex ของก้านแบบ Taper Tip นั้น ไม่สามารถปรับได้มากนัก

ก้านเหล็กแบบ Parallel Tip

ก้านแบบ Parallel Tip เริ่มมีในท้องตลาดช่วงปี 1970 สาเหตุเพราะผู้ผลิตต้องการควบคุมสต็อกก้านไม้กอล์ฟ ก้าน Parallel Tip มีเส้นผ่านศูนย์กลางปลายก้านเท่ากันตลอด โดยขนาดอยู่ที่ 0.370 นิ้ว ช่างฟิตไม้กอล์ฟหลายคนชอบใช้ก้าน Parallel Tip เพราะสามารถตัดปลายก้านเพื่อปรับระดับความยืดหยุ่น หรือว่า Flex ตามความเหมาะสมกับนักกอล์ฟได้ ก้าน Parallel Tip ไม่ใช่ก้านน้ำหนักคงที่ ดังนั้นน้ำหนักของก้านจะเบาลงเมื่อเปลี่ยนจากเหล็กยาวไปเหล็กสั้น

วัสดุก้าน – เหล็กหรือกราไฟท์

ส่วนใหญ่แล้วนักกอล์ฟใน PGA จะใช้ก้านเหล็ก แต่ก็ยังมีก้านกราไฟท์และเหล็กที่มีคุณภาพดีมากมายให้เราเลือกใช้ ก้านกราไฟท์มีหลายระดับความยืดหยุ่นและน้ำหนัก ตั้งแต่ประมาณ 50 กรัมไปจนถึง 120 ถึง 130 กรัม ขณะที่ก้านเหล็กเดิมทีจะมีน้ำหนักตั้งแต่ประมาณ 100 ถึง 130 กรัม แต่ปัจจุบันก้านเหล็กที่มีน้ำหนักเบาลงถึงประมาณ 75 กรัมก็มีให้เลือกใช้งานแล้ว ซึ่งมีความเข้าใจผิดกันว่าก้านกราไฟท์ไม่มีคุณภาพ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่เป็นความจริงเลย

ก้านเฉพาะทาง

นอกจากนี้ยังมีก้านเหล็กเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับเวดจ์ (บางครั้งเรียกว่า “Spinner Shafts” ที่ช่วยให้ลูกลอยต่ำและมีสปินสูง) และยังมีก้านที่ออกแบบมาสำหรับไม้ไฮบริดโดยเฉพาะ ก้านเหล่านี้มีทั้งแบบเหล็กและกราไฟท์ให้เลือกใช้

Driver Loft เท่าไหร่ดี ยิ่ง loft ต่ำยิ่งตีไกลจริงหรือ?

Driver Loft เท่าไหร่ดี ยิ่ง loft ต่ำยิ่งตีไกลจริงหรือ?

นักกอล์ฟหลายคนคิดว่า ไดรเวอร์ที่หน้าไม้ต่ำจะตีได้ไกลกว่า

แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป

โดยเฉพาะถ้าคุณมีความเร็วสวิงไม่สูงมาก การเลือกใช้ไดรเวอร์ หน้าไม้สูงขึ้น (loft สูงขึ้น) อาจช่วยให้คุณตีลูกได้ไกลกว่าเดิม แบบไม่ต้องเปลี่ยนวงสวิง

มาดูเหตุผลกันครับ

Loft กับความเร็วสวิง สำคัญแค่ไหน

ทุกหัวไม้มีค่า “Loft” หรือมุมหน้าไม้

นักกอล์ฟอาชีพมีความเร็วสวิงสูงมาก—มักเกิน 110 ไมล์ต่อชั่วโมง พวกเขาใช้หัวไดรเวอร์ 9° หรือ 10.5° แล้วตีได้ไกลมาก

แต่ถ้าคุณเป็นนักกอล์ฟทั่วไป ความเร็วสวิงอาจแค่ 80–90 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น แบบนี้ต้องใช้ มุมหน้าไม้สูงขึ้น เพื่อให้ลูกลอยดีและพุ่งไกลขึ้น

สวิงช้า + หน้าไม้ต่ำ = ระยะสั้น

สวิงเร็ว + หน้าไม้ต่ำ = ตีได้ไกล

ดังนั้น ถ้าคุณไม่ใช่โปร ใช้หัวไม้หน้าไม้ต่ำอาจทำให้คุณเสียระยะ

ลองนึกถึงสายยางฉีดน้ำ

ภาพง่าย ๆ คือ สายยางฉีดน้ำ

ถ้าน้ำแรงเต็มที่ แล้วคุณฉีดในมุมต่ำ น้ำพุ่งไปได้ไกล

แต่ถ้าความดันน้ำลดลง น้ำไม่พุ่งไกลแล้ว คุณจะทำยังไง? ใช่ครับ คุณจะยกหัวฉีดขึ้น เพื่อให้พ่นน้ำไปได้ไกลขึ้น

การตีไดรเวอร์ก็คล้ายกันเลยครับ

สวิงช้า = น้ำเบา = ต้องยกหัวไม้ (เพิ่ม Loft) เพื่อให้ลูกลอยสูงและไปไกลขึ้น

นึกภาพตามออกใช่มั้ยครับ?

ข้อมูลจริงชัดเจน: สวิงช้า ควรใช้ Loft สูง

ดูตารางนี้ครับ เป็นระยะรวม (Carry + Roll) ของไดรเวอร์ที่มีมุม Loft ต่างกัน เมื่อใช้ความเร็วสวิงต่างกัน:

ความเร็วสวิง (mph)11°13°15°17°
508187939699
60117127133137140
70155164171176180
80198206212216211
90229237240245236
100262269265258252
110295288281273264

สรุปง่าย ๆ:

ดูจากตารางด้านบน

  • สวิง 80 mph ใช้ 15° ตีไกลสุด 216 หลา
  • สวิง 90 mph ก็ยัง 15° ที่ดีที่สุด
  • สวิง 100 mph คือ 11° ตีไกลกว่า 9°
  • 9° ตีไกลสุด สวิงสปีดต้องถึง 110 mph

ถ้าคุณสวิงไม่ถึง 100 mph ควรใช้หน้าไม้สูงขึ้นเพื่อให้ตีได้ไกลขึ้นเต็มศักยภาพ

แล้วทำไมตามร้านถึงมีแต่ไดรเวอร์ Loft ต่ำ

เดินเข้าร้านกอล์ฟส่วนใหญ่ จะเจอแต่ไดรเวอร์ 9° กับ 10.5°

หา 13°, 15°, หรือ 17° แทบไม่มี

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

เพราะผู้ผลิตทำไดรเวอร์ตามสไตล์นักกอล์ฟอาชีพ คนทั่วไปเลยได้ใช้หัวไม้ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง

สุดท้ายก็เสียระยะ ทั้งที่ความจริงสามารถตีได้ไกลกว่านี้

เคยตี 3-Wood ไกลกว่า Driver ไหม?

บางครั้งคุณอาจสังเกตว่า 3-Wood หรือ 5-Wood ตีได้ไกลกว่า Driver

ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ

เพราะไม้เหล่านี้มี Loft สูงกว่า ทำให้ลูกลอยดี และตีได้ระยะมากกว่า โดยเฉพาะถ้า Driver ของคุณมี Loft ต่ำเกินไป

แสดงว่าคุณอาจแค่ใช้ Loft ผิดกับความเร็วสวิงของตัวเอง

ควรทำอย่างไรต่อดี?

ถ้าอยากตีไกลขึ้น ลองทำสิ่งนี้ครับ:

ตรวจสอบความเร็วสวิงของตัวเอง (สามารถวัดได้ที่ร้านกอล์ฟหรือ launch monitor)

เลือก Loft ให้เหมาะกับความเร็ว:

  • ต่ำกว่า 80 mph: ใช้ 15°–17°
  • 80–90 mph: ใช้ 13°–15°
  • 90–100 mph: ใช้ 11°–13°
  • เกิน 100 mph: ใช้ 9°–11°

อย่าเลือกตามที่นักกอล์ฟโปรใช้

ทดลองจริง แล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์

แค่เปลี่ยน Loft ให้ถูกต้อง คุณจะตีได้ไกลขึ้นกว่าเดิมแบบผิดหูผิดตาโดยไม่ต้องเปลี่ยนวงสวิงเลย

ตัวเลือกไดรเวอร์ Loft สูงจาก Acer

หากคุณกำลังมองหาไดรเวอร์ที่มี Loft สูงขึ้น ต่อไปนี้คือบางรุ่นจากแบรนด์ Acer ที่น่าสนใจ:

  • Acer SR1 Titanium Driver: มีให้เลือกใน Loft 12° และ 14° มาพร้อมกับเทคโนโลยี Active Cup-Face ที่ช่วยเพิ่มความเร็วลูกกอล์ฟและระยะทาง
  • Acer XV Titanium Driver: มีให้เลือกใน Loft 12° และ 14° มาพร้อมกับ Power Chamber และ Gravity Port ที่ช่วยปรับแต่งน้ำหนักและสมดุลของหัวไม้
  • Acer XV Ultimate Thriver: มี Loft 12° และหัวไม้ที่หนักกว่าปกติ 10–20 กรัม สามารถทำความความได้สั้นลง 43 นิ้ว ช่วยให้ควบคุมวงสวิงได้ดีขึ้นและเพิ่มความแม่นยำในการตี

สรุปสุดท้าย: อย่าให้ตัวเลขบนหัวไม้หลอกคุณ Loft สูง คือคำตอบของการตีไกลขึ้นแบบง่าย ๆ

Driver องศาสูง Loft 12° และ 14° ผมขอแนะนำแบรนด์ Acer จาก Hireko Golf USA ครับ สนใจสอบถามได้พร้อมทำ Custom Built

Acer XV Driver Head

Loft 12° และ 14°

Acer XV Ultimate Thriver

Loft 12°

Acer SR1

Loft 12°

Lessons and Teachings From A Life Time In Golf

Lessons and Teachings From A Life Time In Golf

golf lessons

บันทึกนี้ เรียบเรียงมาจากหนังสือ  Little Red Book: Lessons And Teachings From A Lifetime In Golf ของ Harvey Penick 

คำแนะนำในการเล่นกอล์ฟจากหนังสือเล่นนี้เป็นอมตะ มันสามารถช่วยให้คุณเล่นกอล์ฟได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน สนใจหนังสือเล่นนี้ หาซื้อได้ที่ Amazon.com

Golf Medicine

เมื่อผมขอให้คุณทานยาแอสไพริน กรุณาอย่าทานทั้งขวด ใน กอล์ฟสวิง การปรับเปลี่ยนเล็กน้อยสามารถส่งผลมหาศาลได้ แนวโน้มโดยธรรมชาติคือ คุณจะเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่นำมาซึ่งความสำเร็จมากเกินไป ดังนั้นคุณจึงเริ่มเกินเลยไป  ในความพยายามที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และในไม่ช้าคุณก็หลงทางและสับสนอีกครั้ง บทเรียนไม่ใช่เพื่อมาแทนที่การฝึกฝน  แต่เพื่อทำให้การฝึกฝนนั้นคุ้มค่า

ปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่?

การเรียนรู้เรื่องวงสวิงจากผู้ฝึกสอน เมื่อมาซ้อมเองและมีการตีลูกผิดพลาด ให้ดูก่อนว่า มันมาจากเทคนิคการสวิง หรือ มาจากมุมของ clubface ขณะปะทะลูกกอล์ฟ พิจารณาให้ดีๆ ก่อน ปัญหามันอยู่ตรงไหนแน่

Hand Position

ให้ตำแหน่งมืออยู่ประมาณต้นขาในการตีทุกๆ shot ยกเว้นไดร์เวอร์ ในการตีไดรเวอร์นั้น มือของคุณควรอยู่ประมาณเป้ากางเกง หรือให้มือเคลือนมาหลังลูกเล็กน้อย การทำแบบนี้ช่วยให้ตีลูกในลักษณะเสยขึ้น

The Three Most Important Clubs

หากให้เรียงลำดับความสำคัญของไม้กอล์ฟในถุงกอล์ฟ ชิ้นไหนสำคัญที่สุด และต้องฝึกซ้อมให้มากที่สุด

พัตเตอร์, ไดร์เวอร์ และ เวดจ์

เหตุผลก็คือ ในการออกรอบปกติ คุณจะใช้ไดร์เวอร์ ประมาณ 14 ครั้งต่อรอบ ในขณะที่ คุณอาจใช้พัตเตอร์ถึง 23-25 พัต และหากวันนั้นคุณพัตไม่ดี มันก็จะมากกว่านี้

การพัตระยะแค่ 5 ฟุต นับ 1 สโตรกเท่ากันกับที่ใช้ไดร์เวอร์ 270 หลา ดังนั้นมีพรมซ้อมพัตติดบ้านไว้ ดีแน่นอน

ในทางจิตวิทยา การไดร์ฟได้ระยะเต็มๆและลูกกอล์ฟอยู่กลางแฟร์เวย์ มันจะให้เกิดความมั่นใจในการเล่น shot ต่อไป ในทางตรงกันข้าม หากไดร์ฟเข้าป่า ตกน้ำ แหกออกโอบี มันจะให้คุณเสียความมั่นใจไปบ้าง แต่ถ้าหากคุณพัตระยะจ่อๆไม่ลงบ่อยๆ เก็บพัตไม่ได้ วันนั้นคุณโดนเพื่อนกินแน่นอน

ซ้อมพัตให้มากเข้าไว้ ไดร์เวอร์ก็ต้องซ้อมหนักเช่นกัน ส่วนเวดจ์ ก็ซ้อมตีขึ้นกรีนระยต่ำกว่า 100 หลาลงมา สกอร์ดีขึ้นแน่นอน!

The Waggle

ประโยชน์ ของการ waggle คือมันช่วยกระตุ้นความตื่นตัวและทำให้อะดรีนาลีนไหลเวียน การ waggle ยังเป็นการฝึกตีเล็กๆ น้อยๆ และช่วยลดความตึงเครียด แต่ต้องระวังอย่าให้มัวแต่ตั้งใจ waggle จนลืมเป้าหมาย ผมเคยเห็นเพื่อนในก๊วน waggle เป็น 10-20 ครั้งก่อนจะสวิง ผู้เล่นคนอื่นๆ ในกลุ่มถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเมื่อถึงตาเขาตี

Ben Hogan มีคำแนะนำที่ดี: อย่าทำ waggle จนติดเป็นนิสัย เพียงแค่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแล้วก็สวิงไปเลย Bobby Jones เคยบอกไว้ว่า ถ้าเขา waggle เกินสองครั้ง แสดงว่าเขาน่าจะตีพลาดแล้ว ผมไม่ชอบเห็นผู้เล่น waggle ขึ้นลง เพราะมันดูเป็นมือสมัครเล่นสำหรับผม แต่ที่น่าสนใจคือ นักกอล์ฟผู้ยิ่งใหญ่ Horton Smith แทบไม่ waggle เลย

Keyword Research ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของ SEO

Keyword Research ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของ SEO

ทำไมการวิจัยคีย์เวิร์ด หรือคำหลัก ถึงสำคัญมาก?

การวิจัยคีย์เวิร์ดเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของทุกโปรเจค SEO ด้วยเหตุผล 2 ประการ:

1. เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหา (Traffic) มิฉะนั้นคุณอาจเสียเวลาและความพยายามไปกับการพยายามทำอันดับคีย์เวิร์ดที่ไม่ได้สร้างการเข้าชมเลย

2. เพื่อหาคีย์เวิร์ดที่ง่ายต่อการทำอันดับในผลการค้นหา หากคุณไม่ศึกษาการแข่งขันของคีย์เวิร์ด คุณอาจเสียเวลาและความพยายามไปกับคีย์เวิร์ดบางคำ แต่กลับพบว่ามันยากเกินไปที่จะติดหน้าแรก

สองเป้าหมายนี้เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของโปรเจค SEO

โพสนี้จะกล่าวถึงวิธีการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดและวิธีหลีกเลี่ยงการเสียเวลากับคีย์เวิร์ดที่ไม่ถูกต้อง แต่ก่อนอื่นเราต้องนิยามก่อนว่าคีย์เวิร์ดคืออะไร

คีย์เวิร์ดคืออะไรกันแน่?

หากคุณเป็นมือใหม่ด้าน SEO คุณอาจสงสัยว่าคีย์เวิร์ดคืออะไร

คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาหลัก คือ วลีใด ๆ ที่คุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในผลการค้นหาของ Google คีย์เวิร์ดอาจเป็นคำเดียวหรือหลายคำผสมกันก็ได้ หากคุณพยายามเน้นเป้าหมายไปที่คำเดียว ระวังไว้! คุณจะต้องทำงานหนักมาก คีย์เวิร์ดคำเดียวมีการแข่งขันสูงมากและยากที่จะทำอันดับสูงในผลการค้นหา

ต่อไปนี้คือประเภทต่าง ๆ ของคีย์เวิร์ด:

คีย์เวิร์ด Head-Term: คีย์เวิร์ดที่มี 1-2 คำ เช่น golf shafts (ก้านไม้กอล์ฟ)

คีย์เวิร์ด Long-Tail: คีย์เวิร์ดที่มี 3 คำขึ้นไป เช่น ก้านไม้กอล์ฟ KBS tour 90

คีย์เวิร์ดเพื่อการนำทาง (Navigational Keywords): คีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาแบรนด์หรือเว็บไซต์ เช่น Facebook, YouTube, Gmail

คีย์เวิร์ดเพื่อการค้นหาข้อมูล (Informational Keywords): คีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาข้อมูลในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง รวมถึงคีย์เวิร์ดที่ขึ้นต้นด้วย “how to…” หรือ “what are the best…”

คีย์เวิร์ดเพื่อการทำธุรกรรม (Transactional Keywords): คีย์เวิร์ดที่ลูกค้าใส่ลงใน Google เพื่อต้องการทำการค้า เช่น buy jackets online (ซื้อแจ็คเก็ตออนไลน์)

ในหลายกรณี การเน้นคีย์เวิร์ด Head-Term หรือคีย์เวิร์ดนำทางของแบรนด์อื่นนั้นมีการแข่งขันสูงและไม่คุ้มค่าเวลาหรือความพยายาม แม้จะมียอดการค้นหาสูง แต่มักจะไม่นำไปสู่การขาย ในทางกลับกัน คีย์เวิร์ด Long-Tail, คีย์เวิร์ดเพื่อการค้นหาข้อมูล และคีย์เวิร์ดเพื่อการทำธุรกรรม เป็นคีย์เวิร์ดที่ดีสำหรับโปรเจค SEO ส่วนใหญ่ เพราะจะนำไปสู่การมีลูกค้ามากขึ้น

วิธีการสร้างรายการคีย์เวิร์ดปริมาณมากๆ

มีวิธีการมากมายในการหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ก่อนที่คุณจะหาคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาจำนวนมากใน Google คุณจะต้องสร้างรายการคีย์เวิร์ดที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณก่อน

1. ใช้เครื่องมือค้นหาคีย์เวิร์ดฟรีเช่น Google Keyword Planner, Ubersuggest หรือ Keyword Tool เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

2. ตรวจสอบคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งกำลังใช้บน SERP (Search Engine Results Page) และในกลยุทธ์การตลาดของพวกเขา

3. สำรวจเว็บไซต์ของคุณ บล็อก และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหาคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าของคุณกำลังใช้ค้นหา

4. สร้างรายการคีย์เวิร์ดที่แสดงถึงปัญหาหรือความต้องการของลูกค้าเป้าหมายของคุณ

5. ใช้เครื่องมือ Keyword Research เพื่อหาคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาสูงและมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

6. ทดสอบและวิเคราะห์ผลการใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้ เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่ทำให้ผู้คนสนใจและมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาของคุณ

การสร้างรายการคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพและครอบคลุมจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ

หากคุณพยายามโฟกัสลูกค้ากว้างเกินไป คุณอาจสุ่มเสี่ยงที่จะเลือกคำหลักที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้ค้าปลีก ก้านไม้กอล์ฟออนไลน์ คำหลักที่เกี่ยวข้องอาจเป็น:

– ก้านไม้กอล์ฟ KBS
– ก้านไดร์เวอร์ Fujikura Ventus
– วิธีการเลือกซื้อก้านไม้กอล์ฟ (คำหลัก how to)

แทนที่จะเลือกคำหลักที่กว้างไป เช่น “ไม้กอล์ฟ” หรือ “ก้านไม้กอล์ฟ” ซึ่งมันกว้างไป โอกาสติดหน้าแรก อาจจะลดลง เนื่องจากมีคู่แข่งจำนวนมากนั่นเอง

การเลือกคำหลักที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภคที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ และเพิ่มโอกาสในการแปลงยอดขายได้มากขึ้น

การรักษาความเกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องพัฒนารายการคำหลักที่เป็นไปได้เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูล แล้วจึงค้นหาคำหลักที่ดีที่สุดซึ่งมีปริมาณการสืบค้นในแต่ละเดือนใน Google อย่างเพียงพอ

กลยุทธ์ง่ายแต่ได้ผล ในการสร้างรายการคีย์เวิร์ด (keywords list)

1. ไปส่องคู่แข่ง เขาใช้ คำหลัก อะไร เอามันมาปรับใช้

มีเครื่องมือมากมายที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์นี้ เครื่องมือง่ายและฟรีอย่างเช่น Keyword Density Checker หากคุณป้อนหน้าเข้าไป ภายในเสี้ยววินาที มันจะดูดรายการคำหลักที่คู่แข่งกำลังใช้เพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปในหน้านั้น คุณสามารถนำมาปรับใช้เพื่อขยายรายการคำหลักของคุณได้

Keyword Density Checker – SEO Review Tools

ในขณะที่ Keyword Density Checker เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเผยคำหลักที่คู่แข่งกำลังใช้อยู่ เครื่องมือที่ทรงพลังกว่าคือรายงาน Organic Keywords ของ Ahrefs ซึ่งประมาณการคำหลักที่กำลังส่งปริมาณ Traffic ไปยังเว็บไซต์ของคู่แข่ง ประมาณการนี้มีความแม่นยำสมเหตุสมผลและสามารถเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับการขยายรายการคำหลักของคุณ

ในขณะที่รายงาน Ahrefs ดีและละเอียดกว่า แต่ก็มีราคาค่าใช้จ่าย Ahrefs ปัจจุบันเสนอทดลองใช้เป็นเวลา 7 วันในราคา 7 ดอลลาร์ และหลังจากการทดลองใช้เริ่มต้น การเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นที่ 99 ดอลลาร์ต่อเดือน Ahrefs เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้าน SEO ระดับกลางถึงขั้นสูง นักการตลาด และตัวแทน SEO

ahref

Ahrefs – All-in-One SEO Toolset
https://ahrefs.com

การระดมสมองสร้างรายการคำหลักของคุณเอง

การที่ไปส่องเว็บคู่แข่งว่าใช้คำหลักอะไรบ้าง แล้วนำมาใช้กับเว็บของเราบ้างก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะเขาอาจจะทำการวิจัยคีย์เวิร์ดมาไม่ดีพอก็เป็นได้ การระดมสมองสร้างคำหลักในรูปแบบต่างๆ ด้วยตัวเองเป็นกลยุทธ์ที่ดี คุณสามารถสร้างรายการคำหลักที่มีศักยภาพได้เป็นจำนวนมาก

วิธีการทำคือ จงวาดรูปตารางคำที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณอาจจะใช้ แล้วแบ่งคำเหล่านั้นออกเป็นคำเติมหน้า (prefix) และคำเติมท้าย (suffix) จากนั้นนำมารวมเป็นรายการคำหลักขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องมือ Mergewords อย่างเช่น wordsmerger.com (ฟรี) ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถสร้างรายการคำหลักที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

เครื่องมือระดมสมองสร้าง keyword list
เครื่องมือระดมสมองสร้าง keyword list wordsmerger

การตรวจสอบและค้นหาข้อมูลในตลาดเฉพาะของคุณ

มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 4.54 พันล้านคนทั่วโลก แม้แต่ถ้าคุณขายนาฬิกาแมวน้ำลายเสือดาว ก็ยังมีกลุ่มคนที่สนใจในสิ่งที่คุณขายอยู่บนอินเทอร์เน็ต… คือผมกำลังสื่อว่ามันมีทุกอย่าง คุณแค่ต้องไปค้นหาพวกเขา

ใช้ เบราว์เซอร์ (ผมใช้ Chrome) เปิดหลายๆแท็บและเรียกดูชุมชนออนไลน์ต่างๆ เช่น Reddit, Quora, กลุ่มเฟซบุ๊ค, ชุมชน Slack, แฮชแท็กทวิตเตอร์ และเรียกดูกระทู้ยอดนิยม จับตามองหัวข้อยอดนิยมและคำถามที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ คุณจะพบคำถามที่ผู้บริโภคกำลังค้นหาคำตอบ ซึ่งจะเป็นแนวคิดคำหลักที่ดีที่สุด มันเป็นคำหลักโดยตรงจากแป้นพิมพ์ของลูกค้า คุณสามารถค้นพบฟอรัมเฉพาะตลาดเพิ่มเติมได้จากการใช้คำค้นหาต่อไปนี้:

“keyword” forums
“keyword” discussion board
“keyword” online community

การใช้เครื่องมือช่วยผ่อนแรง ค้นหา คำหลัก ที่โดนๆ

การวิจัยแนวโน้มทางอินเทอร์เน็ตและการค้นหาข้อมูลเชิงลึกเบื้องหลังกล่องค้นหาของ Google นั้นไม่ใช่แนวคิดใหม่ และโชคดีที่มีผู้คนฉลาดได้สร้างเครื่องมือที่ทรงพลังเพื่อทำให้งานนี้ง่ายขึ้น เพิ่มเครื่องมือเหล่านี้เข้าไป ในการช่วยหาคำหลักของคุณ นอกจากจะประหยัดเวลาในการวิจัยแล้ว คุณยังจะได้รับข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องมากมายซึ่งคุณอาจไม่พบได้ด้วยวิธีอื่น

Ubersuggest ไม่มีคำแนะนำด้าน SEO ที่สมบูรณ์แบบหากไม่กล่าวถึง Ubersuggest เครื่องมือนี้ช่วยเปิดเผยคำแนะนำในการเติมอัตโนมัติเบื้องหลังกล่องค้นหาของ Google มันให้ข้อมูลเฉพาะภูมิภาคสำหรับประเทศและภาษาทั่วโลก และจุดเด่นที่สุดคือ มันเป็นเครื่องมือที่ใช้ฟรี แน่นอนว่า ต้องเสียเงินเมื่อต้องการดูข้อมูลมากขึ้น

ubersuggest

Answer The Public ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและสร้างรายการคำถามของลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดของคุณโดยอัตโนมัติ Answer The Public เริ่มต้นด้วยวลีที่เริ่มต้นด้วยคำถามทั่วไป เช่น “how”, “when”, “can” และอื่นๆ ตามด้วยคีย์เวิร์ดของคุณ มันยังให้รายการยาวของวลีที่มีคำบุพบท เช่น “can”, “is”, “with”, “without” นำหน้าคีย์เวิร์ดของคุณ และเพื่อเป็นจุดสูงสุด มันยังแสดงคำถามทั่วไปที่ผู้ใช้พิมพ์ในกูเกิล จากตัวอักษร A ถึง Z หลังคีย์เวิร์ดของคุณ (คำนามหลัง หากต้องการพูดอย่างเป็นทางการ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของคำถามที่ลูกค้ากำลังถามเกี่ยวกับหัวข้อของคุณ

Buzzsumo บางครั้งแนวคิดอาจเป็นที่นิยมในอินเทอร์เน็ตก่อนที่จะมีการพิมพ์ในกล่องค้นหาของ Google คุณสามารถไปข้างหน้าของแนวโน้มเหล่านี้ด้วยเครื่องมือค้นพบเนื้อหาอย่างเช่น Buzzsumo

Buzzsumo แสดงเนื้อหาที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตในขณะนี้ คุณสามารถติดตามสิ่งที่กำลังมาแรงทั่วเว็บได้แม้ว่าเครื่องมืออื่นจะยังไม่ได้รับข้อมูลนั้น ใช้เครื่องมือข้างต้นและคุณจะมีคีย์เวิร์ดในมือมากขึ้น และคุณจะพร้อมที่จะเริ่มค้นหาว่าคีย์เวิร์ดใดมีปริมาณ Traffic ที่แข็งแกร่งพอที่จะส่งไปยังเว็บไซต์ของคุณ

วิธีค้นหาคำหลักที่จะนำพาผู้เข้าชมมายังเว็บไซต์ของคุณ

เมื่อคุณมีรายการคำหลักแล้ว คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าคำหลักเหล่านี้ได้รับการค้นหาบนกูเกิลมากเพียงใด การขาดข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการค้นหาอาจทำให้คุณหลงไปใช้คำหลักที่ไม่มีผู้ค้นหาเลย แต่เมื่อคุณมีความรู้ที่ถูกต้อง คุณสามารถโฟกัสคำหลักที่มีศักยภาพในการดึงดูดผู้เข้าชมหลายร้อยหรือหลายพันคนต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กูเกิลได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเบื้องหลังช่องค้นหาของกูเกิล ทำให้เราเหลือตัวเลือกเพียงสองอย่างในการค้นหาข้อมูลปริมาณการค้นหาคำหลัก

ประการแรก หากคุณมีแคมเปญโฆษณากูเกิลที่กำลังดำเนินอยู่และมีการใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย คุณก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ฟรีผ่านเครื่องมือ Keyword Planner ของพวกเขา หากไม่ใช่ตัวเลือกอื่นคือการใช้เครื่องมือค้นหาคำหลักแบบจ่ายเงินเป็นรายเดือน เช่น keywordtool.io เนื่องจากกูเกิลทำให้ข้อมูลการค้นหาไม่สามารถเข้าถึงได้ฟรี เครื่องมือค้นหาคำหลักฟรีจึงหายไปจากตลาด ทำให้เครื่องมือค้นหาคำหลักแบบจ่ายเงินเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้เดียวในการหาข้อมูลปริมาณการค้นหาสำหรับคำหลักในปัจจุบัน

หากคุณมีงบประมาณจำกัด คุณสามารถสมัครแผนการจ่ายเงินกับเครื่องมือค้นหาคำหลักแบบจ่ายเงินที่มีอยู่ในตลาดแล้วขอคืนเงินหลังจากทำการค้นหาเสร็จสิ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง ไม่ว่ากรณีใด คุณจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการค้นหาสำหรับคำหลักของคุณ มิฉะนั้นคุณจะเหมือนคนตาบอดคลำช้างทำงานในความมืด

การประมาณปริมาณการค้นหาคำหลักด้วย Google Keyword Planner

ตามที่กล่าวไว้ เพื่อเข้าถึงข้อมูลปริมาณการค้นหาที่มากมายจากเครื่องมือ Google Ads Keyword Planner คุณจะต้องมีแคมเปญ Google Ads ที่กำลังดำเนินอยู่และมีการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงเล็กน้อยก็ได้ หากคุณเป็นเช่นนั้น ให้เข้าสู่ระบบ คลิกที่ “เครื่องมือ” ในเมนูด้านบน จากนั้นคลิก “Keyword Planner” และเลือก “รับข้อมูลปริมาณการค้นหาและการพยากรณ์” จากนั้นคัดลอกและวางคีย์เวิร์ดของคุณลงในช่อง เลือกประเทศของคุณ และคลิก “เริ่มต้น” เมื่อเสร็จสิ้น คุณจะได้รับจำนวนครั้งที่แต่ละคีย์เวิร์ดถูกค้นหาใน Google

ข้อมูลสด นี่คือข้อมูลที่เราต้องการอย่างแท้จริง

ตอนนี้เราทราบว่าคีย์เวิร์ดใดได้รับการค้นหามากกว่ากัน และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราทราบว่าคีย์เวิร์ดใดที่ไม่ได้รับการค้นหาเลย

การประมาณปริมาณการค้นหาคำหลักด้วย KWFinder

KWFinder
https://mangools.com/blog/keyword-research/
หากคุณต้องการใช้เครื่องมือวิจัยที่มุ่งเน้นการค้นหาคำหลักและการค้นหาข้อมูลทาง SEO มากขึ้น คุณสามารถใช้เครื่องมือที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเช่น KWFinder ผมชื่นชอบ KWFinder เพราะใช้งานง่าย มีคำแนะนำคำหลักที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลการแข่งขัน แต่คุณไม่จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือนี้เท่านั้น ยังมีตัวเลือกอื่นๆ ที่คุณสามารถค้นหาได้จากการค้นหาบนกูเกิล

โดยยกตัวอย่างการใช้ KWFinder หลังจากสร้างบัญชี เพียงเข้าสู่ระบบ เลือกพื้นที่เป้าหมาย (เช่น กรุงเทพ ประเทศไทย หากนั่นเป็นฐานลูกค้าของคุณ) จากนั้นป้อนไอเดียคำหลักของคุณและดาวน์โหลดข้อมูลที่สำคัญ ทั้งนี้คุณสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยมุ่งเน้นไปที่คำหลักที่มีศักยภาพในการค้นหา แทนที่จะไล่ตามคำหลักที่ไม่มีการค้นหาและโอกาสในการเติบโตของธุรกิจน้อย

 

วิธีการใช้งาน KWFinder เบื้องต้น

วิธีการค้นหาคำหลักที่ง่าย คู่แข่งน้อย

ก่อนอื่นต้องรู้ว่า keywords ที่ต้องการใช้นั้นมีการแข่งขันสูงเพียงใด เมื่อเข้าใจถึงความสามารถในการแข่งขันของ keywords แล้ว จึงจะสามารถค้นพบ keywords ที่มีโอกาสติดอันดับที่ดีบนกูเกิลได้

ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็นผู้ขายหนังสือมือสอง และและเลือกใช้ คำหลัก “ร้านหนังสือออนไลน์”  มันก็ไม่น่าจะชนะ ร้านหนังสือซีเอ็ด นายอินทร์ไปได้

ลองดัดแปลงนิดหน่อย เป็น “ร้านหนังสือโบราณออนไลน์” มันอาจจะง่ายกว่าที่จะติดหน้าแรกบนกูเกิล แต่ต้องมั่นใจนะว่า คำหลักที่ใช้นี้ มีคนค้นหาพอสมควร

คุณจะมีข้อได้เปรียบถ้าคู่แข่งของคุณยังไม่ได้คิดที่จะมุ่งเป้าไปที่คำหลักของคุณ คุณแค่ต้องทำ SEO ให้ดีกว่าพวกเขาก็จะมีโอกาสที่จะเอาชนะอันดับของพวกเขาได้ ส่วนหนึ่งของนี้คือการมีรายการคำหลักที่ใหญ่สำหรับการวิจัยของคุณ

ต่อไป คุณต้องล้างรายการนี้และแยกคำหลักที่มีการแข่งขันสูงอย่างไร้เหตุผลออกจากคำหลักที่ง่ายซึ่งไม่มีใครกำลังมุ่งเป้าไปอย่างรุนแรง

มีหลายแนวคิดในการค้นหาความสามารถในการแข่งขันของคำหลักของคุณ วิธีปฏิบัติที่แพร่หลายที่สุดมีดังต่อไปนี้ พร้อมความคิดเห็นของฉันเกี่ยวกับแต่ละวิธี