ไขความลับฮอร์โมนในการจัดการโรคอ้วนและการลดน้ำหนัก

ไขความลับฮอร์โมนในการจัดการโรคอ้วนและการลดน้ำหนัก

โรคอ้วนเป็นวิกฤติสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากกว่า 650 ล้านคน และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น เบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดในการลดน้ำหนักถูกเน้นไปที่การควบคุมแคลอรี่ กินให้น้อยลงและขยับร่างกายให้มากขึ้น แต่หลายคนยังคงพบกับความยากลำบากในการลดน้ำหนักแม้จะควบคุมแคลอรี่อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความหิว การเก็บไขมัน และกระบวนการเผาผลาญ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับฮอร์โมนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกิน

บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับบทบาทของฮอร์โมนหลัก—เกรลิน เลปติน อดิพอเนคติน คอร์ติซอล เอสโตรเจน ฮอร์โมนไทรอยด์ และอินซูลิน และผลกระทบที่พวกมันมีต่อการควบคุมน้ำหนัก การเข้าใจฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและสุขภาพที่ดี

ภาพรวมของฮอร์โมนกับการจัดการน้ำหนัก

ฮอร์โมนคือสารส่งสัญญาณทางเคมีในร่างกายที่ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่อารมณ์จนถึงกระบวนการเผาผลาญอาหาร เมื่อพูดถึงน้ำหนัก ฮอร์โมนบางชนิดมีอิทธิพลต่อความหิว ความอิ่ม การเก็บไขมัน และการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ต่อไปนี้คือฮอร์โมนหลักที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมน้ำหนักและการตอบสนองของร่างกายต่ออาหารและการออกกำลังกาย

ฮอร์โมนหิว: เกรลิน

เกรลิน เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “ฮอร์โมนหิว” ผลิตขึ้นในกระเพาะอาหารและมีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณหิวไปยังสมอง เพิ่มความอยากอาหารและกระตุ้นการบริโภคอาหาร ระดับเกรลินจะเพิ่มขึ้นก่อนมื้ออาหารและลดลงหลังมื้ออาหาร

อย่างไรก็ตาม ในการลดแคลอรี่อย่างเคร่งครัด ระดับเกรลินอาจยังคงสูงขึ้นซึ่งทำให้หิวตลอดเวลาและมักทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้น งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าระดับเกรลินยังคงสูงอยู่แม้หลังจากการลดน้ำหนัก ซึ่งทำให้การรักษาน้ำหนักในระยะยาวเป็นเรื่องยาก

เคล็ดลับในการลดเกรลินและควบคุมความหิว:

  • กินอาหารที่มีโปรตีนสูง: โปรตีนช่วยเพิ่มความอิ่มและลดระดับเกรลิน ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น
  • จัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังสามารถส่งผลกระทบต่อระดับเกรลิน ทำให้รู้สึกหิวมากขึ้น เทคนิคการจัดการความเครียด เช่น การฝึกสติและการหายใจลึกช่วยได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ: การนอนหลับที่ไม่เพียงพอสามารถเพิ่มระดับเกรลินและความหิว ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

ฮอร์โมนอิ่ม: เลปติน

หากเกรลินคือฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิว เลปติน คือตัวเบรค ผลิตโดยเซลล์ไขมัน เลปตินส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อให้หยุดการบริโภคอาหารและกระตุ้นความอิ่ม ช่วยป้องกันการกินเกิน อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีโรคอ้วน อาจเกิดภาวะที่เรียกว่า ดื้อต่อเลปติน ซึ่งสมองจะไม่ตอบสนองต่อระดับเลปตินสูง ส่งผลให้รู้สึกหิวตลอดเวลาทั้งที่มีไขมันเพียงพอในร่างกาย

ภาวะดื้อต่อเลปตินนี้สร้างวงจรที่ไม่ดี การกินเกินนำไปสู่การสะสมไขมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มระดับเลปตินสูงขึ้น แต่สมองยังคงไม่รับรู้สัญญาณความอิ่ม

วิธีปรับปรุงการตอบสนองต่อเลปติน:

  • อาหารที่สมดุล: อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยช่วยปรับปรุงการทำงานของเลปตินได้
  • การออกกำลังกายเป็นประจำ: การออกกำลังกายช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อเลปติน และช่วยควบคุมน้ำหนักในระยะยาว

อดิพอเนคติน: ฮอร์โมนเผาผลาญไขมัน

อดิพอเนคติน เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับกลูโคสและการเผาผลาญไขมัน ระดับอดิพอเนคตินมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย ซึ่งหมายถึงระดับที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับการเผาผลาญไขมันที่ดีขึ้นและการอักเสบน้อยลง ซึ่งช่วยป้องกันการเพิ่มน้ำหนักและส่งเสริมการลดน้ำหนัก

ระดับอดิพอเนคตินต่ำพบได้ในผู้ที่มีโรคอ้วนและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวานประเภท 2 และโรคหัวใจ

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อเพิ่มระดับอดิพอเนคติน:

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกาย เช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิคช่วยเพิ่มระดับอดิพอเนคติน
  • ลดน้ำหนัก: การลดไขมันในร่างกายผ่านการกินอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกายช่วยเพิ่มอดิพอเนคตินและส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญ

คอร์ติซอล: ฮอร์โมนความเครียด

คอร์ติซอล หรือที่รู้จักกันว่า “ฮอร์โมนความเครียด” ผลิตโดยต่อมหมวกไตในช่วงเวลาที่มีความเครียด ในขณะที่การหลั่งคอร์ติซอลระยะสั้นมีประโยชน์ในการรับมือกับความเครียด แต่การมีคอร์ติซอลสูงเรื้อรังสามารถทำให้เกิดการสะสมไขมัน โดยเฉพาะในบริเวณหน้าท้อง

ระดับคอร์ติซอลสูงยังสามารถเพิ่มความอยากอาหารหวานและอาหารที่มีแคลอรี่สูง ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องยาก การสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเมตาบอลิก

เคล็ดลับในการลดระดับคอร์ติซอล:

  • ฝึกสติและโยคะ: เทคนิคเหล่านี้ช่วยลดการผลิตคอร์ติซอลและจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น
  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยลดฮอร์โมนความเครียดและเพิ่มเอ็นดอร์ฟินที่ช่วยปรับอารมณ์
  • นอนหลับเพียงพอ: การนอนที่มีคุณภาพช่วยควบคุมระดับคอร์ติซอลและสนับสนุนการควบคุมน้ำหนักให้ดีขึ้น

เอสโตรเจน: ฮอร์โมนสำคัญในการจัดเก็บไขมัน

เอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการจัดเก็บไขมัน โดยเฉพาะในผู้หญิง ก่อนหมดประจำเดือน ผู้หญิงมักเก็บไขมันไว้ที่สะโพกและต้นขา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพน้อยกว่าไขมันบริเวณหน้าท้อง แต่หลังหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้ไขมันสะสมมากขึ้นในบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคหัวใจ

เอสโตรเจนยังควบคุมการเติบโตของเซลล์ไขมัน ช่วยให้เซลล์ไขมันมีขนาดเล็กและมีการเผาผลาญที่ดี หลังหมดประจำเดือน ผลกระทบที่เป็นประโยชน์นี้ลดลง ทำให้ไขมันสะสมมากขึ้นและยากขึ้นในการจัดการน้ำหนัก

วิธีการสนับสนุนสมดุลของเอสโตรเจน:

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: อาหารที่ดี การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน และการจัดการความเครียดช่วยสนับสนุนสมดุลของเอสโตรเจน
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการบำบัดฮอร์โมน: การบำบัดฮอร์โมนทดแทนช่วยบรรเทาอาการของวัยทองได้ แต่ควรใช้อย่างปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ฮอร์โมนไทรอยด์: ตัวควบคุมกระบวนการเผาผลาญ

ฮอร์โมนไทรอยด์ (T3 และ T4) ควบคุมกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายและการเผาผลาญไขมัน คนที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำมักประสบกับการเพิ่มน้ำหนักเนื่องจากระบบเผาผลาญช้าลง ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เกินจะสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

การรักษาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้สมดุลมีความสำคัญต่อความไวต่ออินซูลินและการเผาผลาญไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ

เคล็ดลับเพื่อสนับสนุนสุขภาพไทรอยด์:

  • รับไอโอดีนให้เพียงพอ: ไทรอยด์ต้องการไอโอดีนเพื่อผลิตฮอร์โมน อาหารที่มีไอโอดีน เช่น ปลา นม และไข่ เป็นแหล่งที่ดี
  • ตรวจสุขภาพไทรอยด์เป็นประจำ: การตรวจเช็คการทำงานของไทรอยด์เป็นประจำช่วยตรวจพบและจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที

อินซูลิน: ฮอร์โมนหลักในการเก็บไขมัน

อินซูลิน เป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการควบคุมน้ำหนัก ผลิตโดยตับอ่อน อินซูลินช่วยให้เซลล์ดูดซึมกลูโคสและเปลี่ยนเป็นพลังงานหรือเก็บเป็นไขมันเมื่อมีส่วนเกิน ระดับอินซูลินที่สูง มักเกิดจากการบริโภคคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ส่งผลให้มีการเก็บไขมันเพิ่มขึ้นและร่างกายยากที่จะเผาผลาญไขมันที่เก็บไว้

ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเซลล์มีความไวต่ออินซูลินลดลง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและเพิ่มการเก็บไขมัน ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อเบาหวานประเภท 2

กลยุทธ์ในการจัดการระดับอินซูลิน:

  • ควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต: ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะน้ำตาลช่วยควบคุมระดับอินซูลิน
  • การอดอาหารแบบข้ามมื้อ: หรือการทำ IF ช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลินด้วยการให้ร่างกายมีช่วงเวลาที่ระดับอินซูลินต่ำ ทำให้เผาผลาญไขมันที่สะสมได้ง่ายขึ้น

สรุป: แนวทางที่ครอบคลุมในการจัดการน้ำหนัก

ในขณะที่คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนักแบบดั้งเดิมเน้นไปที่การควบคุมแคลอรี่ แต่ในความเป็นจริงยังมีความซับซ้อนมากกว่า ฮอร์โมนอย่างเกรลิน เลปติน อดิพอเนคติน คอร์ติซอล เอสโตรเจน ฮอร์โมนไทรอยด์ และอินซูลิน มีผลกระทบต่อการเก็บและเผาผลาญไขมันอย่างสำคัญ สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาน้ำหนัก การมุ่งเน้นแค่ “พลังงานเข้า พลังงานออก” อาจไม่เพียงพอ การปรับสมดุลฮอร์โมน การจัดการความเครียด และปรับอาหารและพฤติกรรม จะช่วยให้บรรลุการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและสุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้น

เครื่องมือดูแลสุขภาพ ง่าย ได้ผล

การเข้าใจและดูแลสุขภาพฮอร์โมนของคุณ โดยเฉพาะการควบคุมอินซูลินด้วยการลดคาร์โบไฮเดรตและการจัดการความเครียด สามารถช่วยสร้างแนวทางการควบคุมน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ โปรแกรม Feel Great คือเครื่องมือที่ดูแลสุขภาพที่ง่าย ได้ผล  ไม่ว่าใครก็สามารถทำตามได้ ลองเข้าใช้กันดูนะครับ

คุณมีภาวะดื้ออินซูลินหรือไม่? วิธีตรวจสอบและวิธีแก้ไขแบบง่ายๆ

คุณมีภาวะดื้ออินซูลินหรือไม่? วิธีตรวจสอบและวิธีแก้ไขแบบง่ายๆ

หลายคนอาจกำลังกังวลเกี่ยวกับ “ภาวะดื้ออินซูลิน” ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง แต่ข่าวดีก็คือ นี่เป็นปัญหาที่เราสามารถป้องกันและแก้ไขได้

วันนี้ เราจะมาคุยกันสองเรื่องหลักๆ คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีภาวะดื้ออินซูลิน และเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง

วิดีโอต้นฉบับ

How to Measure and Fix Insulin Resistance
Credit: Dr. Ben Bikman

วิธีการเปิด ซับไตเติล กดเล่นวิดีโอ หมุนโทรศัพท์ให้อยู่ในแนวนอน มองหา CC แล้วเลือก ภาษาไทย

วิธีตรวจสอบภาวะดื้ออินซูลินของคุณ

มีหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณรู้สถานะของตัวเองได้

การตรวจอินซูลินขณะอดอาหาร (Fasting Insulin):

  • ในอุดมคติ ควรน้อยกว่า 6 micro units/mil (ในหน่วยของสหรัฐฯ)
  • ถ้าระดับอยู่ระหว่าง 7-17 อาจเริ่มมีปัญหา แต่ก็ยังไม่แน่นอน
  • แต่ถ้าสูงถึง 18 ขึ้นไป มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณกำลังดื้ออินซูลิน

อัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ ต่อ HDL (Triglyceride/HDL Ratio):

นี่เป็นวิธีที่ค่อนข้างแม่นยำและมั่นคงกว่า เพราะเรามักจะตรวจไขมันเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว

วิธีคิดคือ นำค่าไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) มาหารด้วยค่าเอชดีแอล (HDL)

✅ถ้าผลลัพธ์น้อยกว่า 1.5 ถือเป็นสัญญาณที่ดี

❌ถ้ามากกว่า 1.5 แสดงว่าเริ่มมีปัญหาและควรระมัดระวัง

ADIPO-IR Score (การดื้ออินซูลินที่เซลล์ไขมัน):

นี่เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมเพราะมันตรวจการดื้ออินซูลินที่เซลล์ไขมันโดยตรง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด

  • วิธีนี้จะช่วยให้ตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ
  • ค่าที่เหมาะสมจะต่างกันระหว่างเพศ
  • สำหรับผู้ชาย: ควรน้อยกว่า 5
  • สำหรับผู้หญิง: ควรน้อยกว่า 8

วิธีตรวจเช็กแบบง่ายๆ ที่บ้าน:

คุณมีความดันโลหิตสูงหรือไม่? ถ้าใช่ มีแนวโน้มสูงว่าคุณดื้ออินซูลิน

วัดรอบเอว (ส่วนที่ใหญ่ที่สุด) แล้วคูณด้วย 2 ถ้านำตัวเลขนั้นมาเทียบกับส่วนสูงของคุณ

  • (รอบเอว x 2) > ส่วนสูง = มีปัญหา
  • ส่วนสูง > (รอบเอว x 2) = ค่อนข้างโอเค

วิธีแก้ไขภาวะดื้ออินซูลิน

ภาวะดื้ออินซูลินมี 3 สาเหตุหลัก คือ ความเครียด การอักเสบ และภาวะอินซูลินในเลือดสูง (Hyperinsulinemia)

ในบรรดาสามสิ่งนี้ การจัดการกับ “ภาวะอินซูลินสูง” เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้มากที่สุด และเห็นผลเร็วที่สุด

เป้าหมายของเราคือการลดอินซูลิน

ลองนึกภาพการเดินทางเพื่อลดขนาดเซลล์ไขมัน เรามีสองก้าวที่เลือกเดินได้ คือ “แคลอรี” หรือ “อินซูลิน”

ก้าวแรกที่ผิด: กับดักแคลอรี

คนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการ “กินน้อยลง ออกกำลังกายมากขึ้น”

ปัญหาก็คือ ถ้าคุณลดแคลอรี แต่ยังกินอาหารที่ทำให้อินซูลินสูงอยู่ (เช่น อาหารไขมันต่ำ แต่คาร์โบไฮเดรตสูง) ร่างกายจะยังคงเก็บพลังงาน สมองของคุณจะไม่ได้รับพลังงานที่เพียงพอ มันจะตื่นตระหนกและสั่งให้คุณ “หิว”

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการ “กินน้อยลง ออกกำลังกายมากขึ้น” ถึงทำให้คุณหิวตลอดเวลาและล้มเหลวในที่สุด

ก้าวแรกที่ถูก: ลดอินซูลินก่อน

แทนที่จะนับแคลอรี ให้เรามุ่งเน้นไปที่การลดอินซูลินก่อน

เมื่ออินซูลินลดลง ร่างกายจะเปลี่ยนโหมด มันจะเริ่มดึงพลังงานที่เก็บไว้ในเซลล์ไขมันออกมาใช้ สมองของคุณจะได้รับพลังงานอย่างเต็มที่ ทั้งจากกลูโคสและ “คีโตน” (ซึ่งเป็นผลมาจากการเผาผลาญไขมัน)

เมื่อสมองมีความสุข ความหิวของคุณก็จะลดลง อัตราการเผาผลาญของคุณจะสูงขึ้น และคุณจะเริ่มขับพลังงานส่วนเกินออกไปทางลมหายใจและปัสสาวะ (ในรูปของคีโตน)

3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อลดอินซูลิน

เราจะลดอินซูลินได้อย่างไร? ด้วย 3 หลักการง่ายๆ นี้

  • ควบคุมคาร์โบไฮเดรต (Control Carbs): นี่คือข้อที่สำคัญที่สุด พยายามเลือกคาร์โบไฮเดรตจากแหล่งที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผักและผลไม้ทั้งลูก (กินเป็นลูก ดีกว่าดื่มเป็นน้ำ)
  • ให้ความสำคัญกับโปรตีน (Prioritize Protein): ต้องแน่ใจว่าคุณได้รับโปรตีนคุณภาพดีเพียงพอในทุกวัน โดยเฉพาะโปรตีนจากสัตว์
  • อย่ากลัวไขมัน (Don’t Fear Fat): เราต้องเลิกกลัวไขมัน ไขมันจำเป็นต่อร่างกาย และที่สำคัญคือ ไขมันแทบไม่มีผลกระทบต่อระดับอินซูลินเลย โดยเฉพาะไขมันที่มาพร้อมกับโปรตีนในธรรมชาติ

แล้วการอดอาหารและการออกกำลังกายล่ะ?

การอดอาหาร (Fasting)

หลังจากที่คุณเริ่มลดอินซูลินด้วย 3 ข้อข้างบนแล้ว หากคุณรู้สึกว่าน้ำหนักเริ่มคงที่ คุณสามารถเริ่ม “ก้าวที่สอง” ได้

นั่นคือการจัดการพลังงาน แต่ไม่ใช่ด้วยการนับแคลอรี แต่ด้วยการทำ “Fasting” หรือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา

สิ่งสำคัญที่สุดของการทำ Fasting ไม่ใช่ว่าคุณอดนานแค่ไหน แต่คือ “คุณจบการอดอย่างไร” คุณต้องมีแผนมื้ออาหารที่ดีรอไว้ เพื่อป้องกันการตบะแตกและกินไม่ยั้ง

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินได้ดีมาก เพราะมันช่วยลดระดับอินซูลิน

กล้ามเนื้อคือส่วนที่ใช้กลูโคสมากที่สุดในร่างกาย และข่าวดีคือ เมื่อคุณออกกำลังกาย กล้ามเนื้อสามารถดึงกลูโคสไปใช้ได้ “โดยไม่ต้องรออินซูลิน” เหมือนเป็นการเปิด “ประตูหลัง” ให้กลูโคสเข้าไป

การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคืออะไร? คือ “การออกกำลังกายที่คุณจะทำมันจริงๆ”

แต่ถ้าให้แนะนำ ขอให้เน้นไปที่การฝึกแรงต้าน (Resistance Training) เพราะการมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น จะช่วยให้ร่างกายของคุณไวต่ออินซูลินมากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญด้วย Unimate: อาหารเสริมชั้นเยี่ยมจากใบชา Yerba Mate

เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญด้วย Unimate: อาหารเสริมชั้นเยี่ยมจากใบชา Yerba Mate

ในยุคปัจจุบัน การรักษาสุขภาพการเผาผลาญให้ดีถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย ด้วยภาวะเครียดและการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทางออกที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้คือ Unimate อาหารเสริมชั้นดีจาก Unicity ที่ใช้ส่วนผสมจากใบชา Yerba Mate บทความนี้จะพาคุณสำรวจว่า Unimate ช่วยเสริมสร้างสุขภาพการเผาผลาญได้อย่างไร ทั้งการเพิ่มพลังงาน การควบคุมน้ำหนัก และการเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ นี่อาจเป็นสิ่งที่คุณต้องการในการเสริมสร้างสุขภาพในแต่ละวัน

Yerba Mate คืออะไร?

Yerba Mate เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในวัฒนธรรมของชาวอเมริกาใต้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษสำหรับคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น ช่วยเพิ่มความชัดเจนทางจิตใจ เพิ่มความทนทาน ควบคุมความอยากอาหาร และช่วยให้มีอารมณ์ที่ดีขึ้น ในปัจจุบัน Yerba Mate ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นพืชที่มีคุณสมบัติด้านสุขภาพที่โดดเด่น Unimate ใช้ความรู้ดั้งเดิมนี้ในรูปแบบที่ทันสมัย และผลิตสูตรที่มีคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเสริมสร้างสุขภาพ

Unimate และสุขภาพการเผาผลาญ: มุมมองจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยล่าสุดได้สำรวจถึงผลของ Unimate ต่อสุขภาพการเผาผลาญในหลายด้าน ตั้งแต่การควบคุมน้ำหนักไปจนถึงระดับสารต้านอนุมูลอิสระ มาดูกันว่าผลการวิจัยบอกอะไรบ้าง และเหตุใดจึงเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางสุขภาพของคุณ

1. การควบคุมน้ำหนัก

งานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่ม Unimate แทนน้ำเปล่าไม่มีการเพิ่มน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาสี่สัปดาห์ ตรงกันข้าม กลุ่มควบคุม (ดื่มน้ำเปล่า) มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นชัดเจน ซึ่งหมายความว่า Unimate มีบทบาทในการควบคุมน้ำหนัก อาจเกิดจากการที่มันช่วยปรับกระบวนการเผาผลาญให้มีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ที่เป็นไปได้: ผลลัพธ์นี้มีความสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก Unimate อาจช่วยในการหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักที่เกิดจากการเผาผลาญที่ไม่ดี

2. เพิ่มพลังงานในระดับเซลล์และประสิทธิภาพในการเผาผลาญ

งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า Unimate ช่วยเพิ่มการผลิตพลังงานในระดับเซลล์ โดยมีการเพิ่มการสร้างพลังงาน (ATP) ในกล้ามเนื้อโครงร่างซึ่งช่วยให้การเผาผลาญมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กลุ่มที่ใช้ Unimate ยังแสดงถึงการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในเซลล์ไขมัน หมายความว่า อาหารเสริมนี้สามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีในเซลล์ไขมันได้มากขึ้น

ประโยชน์ที่เป็นไปได้: การเพิ่มพลังงานในระดับเซลล์และประสิทธิภาพการเผาผลาญมีความสำคัญสำหรับการรักษาสุขภาพและพลังงานตลอดวัน การเผาผลาญแคลอรีในเซลล์ไขมันที่เพิ่มขึ้นช่วยส่งเสริมการควบคุมน้ำหนักและระดับพลังงานที่ยั่งยืน

3. เพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระและสุขภาพของตับ

สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญในการต่อสู้กับความเครียดจากออกซิเดชันซึ่งสามารถเร่งอายุเซลล์ได้ กลุ่มที่ใช้ Unimate มีการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์และในตับ ซึ่งช่วยให้ตับมีความแข็งแรงและทนทานต่อความเครียดจากออกซิเดชัน

ประโยชน์ที่เป็นไปได้: Unimate อาจเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่เน้นการล้างพิษและรักษาสุขภาพของตับ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสุขภาพโดยรวมเนื่องจากตับเป็นอวัยวะสำคัญในการขจัดสารพิษและรักษาระดับพลังงาน

ใช้ Unimate ในกิจวัตรประจำวัน

การเพิ่ม Unimate ในกิจวัตรประจำวันของคุณสามารถทำได้ง่าย โดยหลายคนชอบดื่มเป็นเครื่องดื่มยามเช้าหรือเพื่อเพิ่มพลังในช่วงบ่าย ประโยชน์ที่ช่วยในด้านสุขภาพการเผาผลาญ การเพิ่มพลังงาน และการควบคุมน้ำหนักทำให้ Unimate เป็นส่วนเสริมที่ยอดเยี่ยมในการใช้ชีวิตแบบสมดุล

ประโยชน์

  • การควบคุมน้ำหนัก: Unimate ช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มพลังงานระดับเซลล์: ช่วยให้คุณมีพลังงานที่ยาวนานและกระฉับกระเฉง
  • สารต้านอนุมูลอิสระ: เพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระในตับ สนับสนุนสุขภาพตับ

Unimate เป็นตัวช่วยในการเสริมสุขภาพ

ในยุคที่การรักษาสุขภาพการเผาผลาญเป็นเรื่องท้าทาย Unimate มอบทางเลือกที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ ด้วยประโยชน์ที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพิ่มพลังงาน และเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ Unimate อาจเป็นกุญแจสำคัญสำหรับคุณในการเดินทางสู่สุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าคุณจะต้องการควบคุมน้ำหนัก ให้มีพลัง หรือรักษาสุขภาพตับ Unimate นำพลังของ Yerba Mate มาสู่ยุคใหม่

ข้อมูลงานวิจัยจาก Dr.Benjamin Bikman

รายละเอียด คลิกอ่านเพิ่มเติม

พร้อมที่จะเริ่มก้าวต่อไปเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง? เยี่ยมชม ufeelgreat.com เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่า Unimate สามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้อย่างไร
8 เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสนับสนุนสุขภาพเมตาบอลิซึม เพิ่มพลังงานและเสริมสุขภาพโดยรวม

8 เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสนับสนุนสุขภาพเมตาบอลิซึม เพิ่มพลังงานและเสริมสุขภาพโดยรวม

คุณกำลังมองหาวิธีเพิ่มพลังงานของคุณ สนับสนุนการจัดการน้ำหนัก และเพิ่มความแข็งแรงของสุขภาพโดยรวมอยู่ใช่ไหม? สุขภาพเมตาบอลิซึมของคุณมีบทบาทสำคัญในการแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกสิ่ง ตั้งแต่ผลผลิตประจำวันไปจนถึงผลลัพธ์ทางสุขภาพในระยะยาว ด้วยความท้าทายในวิถีชีวิตปัจจุบัน การดูแลสุขภาพเมตาบอลิซึมให้สมบูรณ์อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ยากเลย

ต่อไปนี้คือ 8 เคล็ดลับที่ง่ายและได้ผลเพื่อสนับสนุนการทำงานของเมตาบอลิซึม และเริ่มต้นชีวิตที่มีสุขภาพดีและพลังงานมากขึ้น

ขยับตัวหลังรับประทานอาหาร

คุณทราบหรือไม่ว่า การเดินเพียงเล็กน้อยหลังมื้ออาหารสามารถสร้างความแตกต่างได้มาก? การเคลื่อนไหวหลังรับประทานอาหารช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร และป้องกันการเกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงอาการง่วงนอนในช่วงบ่ายได้ เริ่มต้นด้วยการเดิน 10 นาทีหลังมื้ออาหารทุกครั้ง ร่างกายและพลังงานของคุณจะขอบคุณคุณ!

เคล็ดลับ: ลองนัดเดินหลังมื้ออาหารกับเพื่อน หรือฟังพอดแคสต์ที่คุณชื่นชอบเพื่อเป็นแรงจูงใจเพิ่ม

ออกกำลังกายในช่วงเวลาสั้น ๆ ตลอดทั้งวัน

คุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงที่ยิมเพื่อสนับสนุนสุขภาพเมตาบอลิซึม การออกกำลังกายในช่วงเวลาสั้น ๆ ตลอดทั้งวัน เช่น การขึ้นลงบันได วิดพื้น หรือแม้กระทั่งนั่งกำแพง สามารถกระตุ้นเมตาบอลิซึมได้ กิจกรรมเหล่านี้สามารถแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวันได้ง่าย และช่วยให้ร่างกายของคุณเผาผลาญแคลอรีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไอเดีย: ตั้งการเตือนทุกชั่วโมงเพื่อขยับตัว 5 นาที ง่าย ๆ เช่นการยืดเส้นยืดสาย การเดิน หรือการทำสควอทอย่างรวดเร็ว

ลดน้ำตาลที่เติมลงในอาหารของคุณ

การลดน้ำตาลอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่แม้การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็สร้างความแตกต่างได้ น้ำตาลพบได้ในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในเครื่องดื่ม ลองเปลี่ยนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ อ่านฉลากอาหารให้มากขึ้น และลองผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีน้ำตาลต่ำลง การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลที่คุณบริโภคได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอาหารอย่างสิ้นเชิง

เลือกดื่มน้ำ ชาสมุนไพร หรือเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล แทนที่จะเป็นน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้

เริ่มต้นวันของคุณด้วย Unimate

หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่ดีกว่าในการเริ่มต้นวันของคุณ ลองพิจารณา Unimate ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพลังงาน แต่ยังสนับสนุนการทำงานของสมองและช่วยให้อิ่มท้องตลอดวัน เครื่องดื่มนี้สามารถทดแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในตอนเช้า ทำให้คุณเริ่มต้นวันได้อย่างดีเยี่ยม

Unimate คืออะไร? Unimate ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความชัดเจนทางสมองและสนับสนุนการผลิต GLP-1 ฮอร์โมนที่มีผลดีต่อสุขภาพเมตาบอลิซึม

รวมโปรตีนในทุกมื้ออาหาร

การเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหารทุกมื้อสามารถช่วยรักษาสมดุลของเมตาบอลิซึม โปรตีนต้องการพลังงานมากขึ้นในการย่อย และช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการสะสมไขมัน แม้ในขณะที่พัก รวมโปรตีนในอาหาร เช่น ไข่ เนื้อไม่ติดมัน ถั่ว และถั่วเปลือกแข็ง เพื่อให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอยากขนมระหว่างมื้อ

เคล็ดลับ: ตั้งเป้าหมายให้มีแหล่งโปรตีนอย่างน้อยหนึ่งชนิดในทุกมื้อ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเมตาบอลิซึม

ทำกิจกรรมผ่อนคลายทุกวัน

ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพเมตาบอลิซึมโดยการเพิ่มระดับคอร์ติซอล ซึ่งสามารถทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึมผิดปกติ กำหนดเวลาให้ตัวเองเพื่อทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การทำงานอดิเรก หรือการหายใจลึก ๆ การจัดการความเครียดจะช่วยให้ระบบเมตาบอลิซึมทำงานอย่างราบรื่น

แนวคิดการผ่อนคลาย: ลองเดินเล่น ยืดเส้นยืดสายโยคะ หรือเพียงแค่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสักครู่

ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ

การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพเมตาบอลิซึม การขาดการนอนหลับสามารถรบกวนความสมดุลของฮอร์โมน ทำให้คุณหิวมากขึ้นและเลือกอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ตั้งเป้าหมายการนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน การสร้างกิจวัตรการนอนที่สม่ำเสมอสามารถปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับและสนับสนุนการทำงานของเมตาบอลิซึมในระยะยาว

เคล็ดลับการนอน: ตั้งเวลานอนที่สม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการใช้มือถือก่อนนอนเพื่อปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ

ลองใช้ระบบ Feel Great

การทำความพยายามเล็กน้อยแต่สม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพดีขึ้นสามารถสะสมได้ ระบบ Feel Great รวมกับการอดอาหารเป็นช่วง ๆ เพื่อสนับสนุนสุขภาพเมตาบอลิซึม โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอะไรมากมาย

การนำเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้มาใช้ คุณสามารถเริ่มปรับปรุงสุขภาพเมตาบอลิซึมได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ทำได้ง่าย และค่อย ๆ เพิ่มเติมเมื่อสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นนิสัย ความพยายามที่คุณใส่เข้าไปในตอนนี้ จะส่งผลดีต่อพลังงาน ความแข็งแรง และสุขภาพในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

สุขภาพเมตาบอลิซึมคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

สุขภาพเมตาบอลิซึมคือความสามารถของร่างกายในการแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน สุขภาพเมตาบอลิซึมที่ดีส่งผลดีต่อพลังงาน อารมณ์ และการจัดการน้ำหนัก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม

Unimate ช่วยสนับสนุนสุขภาพเมตาบอลิซึมได้อย่างไร?

Unimate ช่วยเพิ่มความชัดเจนทางสมอง พลังงาน และความอิ่มท้อง ช่วยเริ่มต้นวันของคุณได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Feel Great ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสุขภาพเมตาบอลิซึม

จัดเวลาอดอาหารตามนาฬิกาชีวิตให้เหมาะกับตัวคุณ: ตีตารางแบบจัดเต็มสำหรับคนตื่นเช้า คนนอนดึก และคนกลางๆ

จัดเวลาอดอาหารตามนาฬิกาชีวิตให้เหมาะกับตัวคุณ: ตีตารางแบบจัดเต็มสำหรับคนตื่นเช้า คนนอนดึก และคนกลางๆ

ช่วงนี้กระแส Intermittent Fasting หรือการอดอาหารแบบไม่ต่อเนื่อง มาแรงมาก ไม่ว่าจะช่วยเรื่องลดน้ำหนัก เสริมสมาธิ หรือลดน้ำตาลในเลือด แต่อย่าเพิ่งคิดว่าแค่แบ่งเวลาอดอาหารแล้วจบ! จริงๆ แล้วถ้าลองจัดเวลาให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติของเรา (หรือที่เรียกว่า circadian rhythms) จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด แถมทำได้ยาวๆ ไม่ต้องฝืนใจอีกด้วย

นาฬิกาชีวิตคืออะไร?

นาฬิกาชีวิต หรือ Circadian rhythms คือวงจรธรรมชาติในร่างกายที่ทำหน้าที่ควบคุมสิ่งต่างๆ ในตัวเรา เช่น

  • การนอนและตื่น
  • การหลั่งฮอร์โมน เช่น คอร์ติซอลช่วงเช้าและเมลาโทนินตอนกลางคืน
  • อุณหภูมิร่างกาย
  • การทำงานในระดับเซลล์ เช่น การย่อยอาหารและซ่อมแซมเซลล์

ทำไมต้องรู้เรื่องนี้? เพราะถ้ารบกวนนาฬิกาชีวิต อาจทำให้เรานอนไม่ดี อารมณ์แปรปรวน หิวผิดเวลา หรือคิดอะไรไม่ออก ดังนั้นการรู้จักนาฬิกาชีวิตของตัวเองและเลือกเวลาที่เหมาะสมในการอดอาหาร จะทำให้เราไม่ต้องทนฝืนร่างกาย แถมยังทำให้อดอาหารได้ผลดียิ่งขึ้นด้วย

รู้จักโครโนไทป์ของตัวเอง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีนาฬิกาชีวิตเหมือนกันนะ ขึ้นอยู่กับ โครโนไทป์ หรือธรรมชาติที่ทำให้เราตื่นตัวหรือสดชื่นในช่วงเวลาต่างๆ เช่น

  1. คนตื่นเช้า: จะรู้สึกมีพลังช่วงเช้า แต่เหนื่อยง่ายเมื่อเย็น
  2. คนนอนดึก: ชอบทำงานช่วงดึก ตื่นเช้ามักจะยังงัวเงีย
  3. คนกลางๆ (ไม่เช้า ไม่ดึก): อยู่ตรงกลาง รู้สึกโอเคทั้งเช้าและดึก

มาดูกันว่าเวลาที่เหมาะกับการอดอาหารของแต่ละประเภทเป็นยังไงบ้าง

การอดอาหารตามนาฬิกาชีวิตที่เหมาะกับการย่อยอาหาร ความหิว และเมตาบอลิซึม

นาฬิกาชีวิตไม่ได้ควบคุมแค่การนอนนะ ยังส่งผลถึงการย่อยและเมตาบอลิซึมของเราด้วย นี่คือเคล็ดลับที่ช่วยให้อดอาหารได้เหมาะกับนาฬิกาชีวิต:

  • อย่าพึ่งกินหลังตื่นทันที: ควรให้เวลาร่างกาย 1-2 ชั่วโมงให้ตื่นเต็มที่ก่อนกินมื้อแรก เพื่อให้ระบบย่อยได้ทำงานไปตามจังหวะ
  • ทานมื้อสุดท้ายก่อนนอน 3 ชั่วโมง: ไม่ควรทานดึกเกินไป เพราะร่างกายต้องใช้เวลาย่อยจนกว่าจะได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองตอนนอน
  • กินคาร์บช่วงเช้าหรือบ่าย: ร่างกายจะไวต่ออินซูลินช่วงเช้าและบ่ายมากกว่าช่วงเย็น หมายถึงการย่อยคาร์บจะดีขึ้นช่วงกลางวัน การกินตอนกลางคืนหรือเช้ามืดอาจทำให้ระบบการย่อยรวนได้

ปรับตารางให้ตรงกับนาฬิกาชีวิตแบบนี้จะช่วยให้เราอดอาหารได้ดีและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ตารางอดอาหารที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละโครโนไทป์

1. คนตื่นเช้า: อด 6 โมงเย็น – 10 โมงเช้า

ถ้าคุณเป็นคนตื่นเช้า ลองจัดตารางอดอาหารแบบนี้

  • อดอาหารตั้งแต่ 6 โมงเย็น และเริ่มกินใหม่ตอน 10 โมงเช้า

ตารางนี้จะช่วยให้คุณกินมื้อเช้าได้สบายๆ และรักษาช่วงอดอาหารได้ยาวพอ ถ้ารู้สึกหิวก่อนนอน ลองทาน Bios-S คู่กับมื้อเย็นเพื่อช่วยให้อิ่มนานขึ้น

2. คนนอนดึก: อด 2 ทุ่ม – เที่ยงวัน

ถ้าคุณตื่นตัวช่วงเย็นและคิดว่ามื้อเช้าไม่สำคัญ ตารางนี้อาจเหมาะกับคุณ

  • อดอาหารหลังจาก 2 ทุ่ม และเริ่มกินใหม่ตอน เที่ยงวัน ของวันถัดไป

ตารางนี้จะให้คุณกินมื้อเย็นได้เต็มที่ตอนที่ร่างกายตื่นตัวสุดๆ ส่วนตอนเช้าอาจลองดื่ม Unimate เพื่อช่วยเพิ่มพลังโดยไม่ทำให้หลุดจากการอดอาหาร

3. คนกลางๆ (ไม่เช้า ไม่ดึก): ลองเลือกเวลาที่เหมาะที่สุด

ถ้าคุณรู้สึกโอเคทั้งเช้าและดึก ลองทั้งสองตารางดูว่าอันไหนเหมาะกับคุณ

  • ลองตาราง 6 โมงเย็น – 10 โมงเช้า หรือ 2 ทุ่ม – เที่ยงวัน แล้วดูว่าช่วงไหนร่างกายตอบสนองดีทั้งความหิวและพลังงาน

เลือกแล้วพยายามรักษาความสม่ำเสมอให้ได้ทุกวัน

เคล็ดลับให้การอดอาหารสม่ำเสมอ

ความสม่ำเสมอคือหัวใจในการอดอาหารให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้น:

  • พยายามอดอาหารให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุด
  • ฟังเสียงร่างกาย: ให้ความสนใจกับความหิวและพลังงานของตัวเอง
  • รักษาระดับน้ำในร่างกาย หรือดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ทำให้หลุดจากการอดอาหาร เช่น Unimate หรือ Bios-S

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    อดอาหารตามนาฬิกาชีวิตได้ผลจริงมั้ย?

    ได้แน่นอน! การอดอาหารที่ตรงกับนาฬิกาชีวิตช่วยให้ระบบย่อยและการดูดซึมทำงานได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

    ตารางอดอาหารที่ดีที่สุดคืออะไร?

    ตารางที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับโครโนไทป์ของแต่ละคน เช่น คนตื่นเช้าจะเหมาะกับตาราง 6 โมงเย็นถึง 10 โมงเช้า ส่วนคนนอนดึกอาจเลือก 2 ทุ่มถึงเที่ยงวัน

    อดอาหารส่งผลต่อเมตาบอลิซึมยังไง?

    การอดอาหารช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ เพราะร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ แถมยังช่วยลดอินซูลินและทำให้นอนหลับดีขึ้นด้วย

     

    สรุป: การอดอาหารที่ออกแบบให้เหมาะกับตัวคุณ

    การอดอาหารแบบไม่ต่อเนื่องจะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อเราปรับให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนตื่นเช้า คนนอนดึก หรือคนกลางๆ ถ้าปรับตารางให้เหมาะกับร่างกายก็จะช่วยให้ได้ประโยชน์ยาวๆ โดยไม่ต้องฝืนตัวเอง ลองปรับตามนี้ดูแล้วคุณจะเห็นความต่างในการอดอาหารที่ได้ผลและไม่ยากอย่างที่คิด